สแกนมิตซู 101 - การดูแลรักษารถมิตซูบิชิเบื้องต้น โดย เว็บสแกนมิตซู

สวัสดีครับทีมงานรีวิวก็กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เราได้รีวิวรถยนต์ไปแล้วหลายๆรุ่น ทางทีมงานก็หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านไม่มากก็น้อยนะครับ  ส่วนในวันนี้เราจะมาอธิบายถึงการวิธีการดูแลรถยนต์เบื้องต้น เพื่อไว้ใช้ดูแลและตรวจสอบรถยนต์เบื้องต้นของท่านได้อย่างดีเลยทีเดียวเราได้นายแบบวันนี้คือ Mitsubishi Pajero Sport V6 3.0 GT  เริ่มจากรูปหน้าห้องเครื่องยนต์กันก่อนเลยนะครับ

ขายรถมิตซูบิชิ, ปาเจโร่, ไทรทัน, มิราจ, แอททราจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนะนำกันตามหมายเลขกันเลยนะครับ

หมายเลข 1 คือ กระปุกน้ำมันเบรค

หมายเลข 2 คือ กระปุกน้ำยาคูลแลนท์หรือ น้ำยาหม้อน้ำ

หมายเลข 3 คือ กระปุกน้ำมันพาวเวอร์

หมายเลข 4 คือ ก้านน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์

หมายเลข 5 คือ ก้านน้ำมันเกียร์ (เฉพาะเกียร์ออโต้)

หมายเลข 6 คือ กระปุกน้ำฉัดล้างกระจกบังลมหน้า(น้ำที่ปัดน้ำฝน)

หมายเลข 7 คือ แบตเตอร์รี่

เรามาเริ่มกันที่ หมายเลขที่ 1 หรือกระปุกน้ำมันเบรคนะครับ

กระปุกน้ำมันเบรคจะเก็บน้ำมันเบรคไว้เพื่อใช้แรงดันในการฉีดน้ำมันในขณะที่เรากำลังเบรครถยนต์ ซึ่งบริเวณข้างกระปุกจะมีขีดระดับน้ำมันเบรคในกระปุกว่าขณะนี้น้ำมันเบรครถของเรามีปริมารเพียงพอหรือไม่

Description: IMG_0667.JPG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซึ่งน้ำมันเบรคจะหมุนเวียนในระบบ หากพบว่าน้ำมันพร่องผิดปกติ แสดงว่ารถยนต์ของคุณอาจมีจุดที่น้ำมันเบรครั่วซึมออกไปได้

ข้อแนะนำ หากพบว่าน้ำมันเบรคของท่านมีปริมาณน้อยจนผิดปกติ หรือน้ำมันเบรคเปลี่ยนเป็นสีดำ ให้นำรถยนต์ของท่านมาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคได้ที่ศูนย์บริการ ไม่ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรคด้วยตัวเอง เพราะอาจเกิดน้ำมันเบรคหกหรือหยดบริเวณตัวถังของรถยนต์ได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้สีรถยนต์ที่รักของท่านเกิดการเสียหายอย่างมากแน่นอน

หมายเลข 2 หรือ น้ำยาคูลแลนท์(น้ำยาหม้อน้ำ)

ในสมัยก่อนนั้นภาพที่ผมเห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยผู้น่ารักนั้น ภาพที่ผมเห็นจนชินตาจากผู้ใหญ่ก็คือ นิยมเติมน้ำประปาใส่เข้าไปในหม้อน้ำ ซึ่งในวันนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่วันนี้ผมมีความรู้มากขึ้นทำให้ผมได้รู้ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำเมื่อได้รับความร้อน น้ำจะระเหยกลายเป็นไอ และสิ่งที่ตามมาก็คือ ตะกอนที่ตกค้างจะจับตัวกันเกิดเป็นตะกรัน ซึ่งจะส่งผลให้หม้อน้ำของเรารั่วได้ วิธีที่ง่ายและดีที่สุดคือ เติมน้ำยาหม้อน้ำโดยตรง นอกจากจะช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่าน้ำเปล่าแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดตะกรันอีกด้วย

Description: IMG_0669.JPG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพกระปุกน้ำยาหม้อน้ำ

ซึ่งกระปุกน้ำยาหม้อน้ำก็คล้ายๆทางกระปุกน้ำมันเบรค คือ จะมีขีดเส้นบริเวณข้างกระปุกเช่นเดียวกันเพื่อให้เราได้เช็คปริมาณของน้ำยาที่มีอยู่ได้

ข้อแนะนำ การเติมน้ำยาหม้อน้ำนั้น ให้เติมสูงสุดที่ปริมาณขีดบนที่กำหนดให้เท่านั้น เนื่องจากเราต้องมีพื้นที่ไว้สำหรับถ่ายเทน้ำยาในกระปุกและน้ำยาที่ค้างอยู่ในหม้อน้ำ

หมายเลข 3 น้ำมันพาวเวอร์

น้ำมันพาวเวอร์นี้คือน้ำมันที่ใช้ในพวงมาลัยพาวเวอร์แบบน้ำมัน ซึ่งจะช่วยให้การหมุนพวงมาลัยของเราง่ายขึ้น จากเดิมสมัยก่อนพวงมาลัยเป็นแบบไม่มีพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรง การจะหมุนพวงมาลัยในการเลี้ยวทำให้กล้ามขึ้นกันได้เลยทีเดียว

Description: IMG_0672.JPG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพกระปุกน้ำมันพาวเวอร์

เช่นเดียวกันกับที่ผ่านมานะครับ บริเวณข้างกระปุกจะมีขีดบอกปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ ซึ่งการเปลี่ยนควรเข้ามาเปลี่ยนที่ศูนย์บริการเท่านั้น

            ข้อแนะนำ หากท่านประสบปัญหาสตาร์ทรถไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอร์รี่หมดหรือไม่มีน้ำมัน จำเป็นต้องเข็นรถยนต์ หากท่านทำการหักพวงมาลัย อาจเห็นน้ำมันพาวเวอร์หยดลงตามพื้น ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เนื่องจากน้ำมันค้างอยู่ที่แร็คพวงมาลัยไหลออกมา ไม่มีผลเสียอันตรายแต่อย่างใด

หมายเลข 4 ก้านวัดระดับบน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์

            ก้านวัดระดับน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เราต้องตรวจเช็คในขณะที่เครื่องยนต์เย็น ควรตรวจเช็คทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน หรือ เช็คก่อนที่ต้องทำการเดินทางไกล 

Description: IMG_0673.JPG

ภาพก้านวัดระดับน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์

            จากภาพเราจะสังเกตุว่ามีจุดกลมๆ 2 จุด จุดบนคือปริมาณมากสุด จุดล่างคือน้อยที่สุดที่ควรมี น้ำมันเครื่องสามารถเติมให้มากกว่าจุดสูงสุดได้ แต่ไม่ควรให้น้อยกว่าจุดที่ต่ำสุด

            ข้อแนะนำ ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องยนต์ตามอายุการใช้งานของน้ำมัน เช่น น้ำมันเกรดสังเคราะห์ 100% มีอายุการใช้งานอยู่ที่ 10,000 ก.ม. หรือ ไม่เกิน 6 เดือนแล้วแต่ระยะใดถึงก่อน(ซึ่งในอนาคตเราจะมาทำความเข้าใจกับชนิดของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์กันอีกครั้งนะครับ) เป็นต้น  และการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อยๆ มีผลดีคือ เพิ่มแรงม้า ทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า

หมายเลข 5 ก้านวัดระดับน้ำมันเกียร์

                  ก้านวัดระดับน้ำมันเกียร์ จะพบเฉพาะในรถยนต์ที่เป็นระบบขับเคลื่อนแบบเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น

ซึ่งในก้านวัดระดับน้ำมันเกียร์จะมีร่องทำเป็นรอยวัดทั้งหมด 3 ร่องนะครับ

Description: IMG_0676.JPG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร่องที่วัดระดับน้ำมันเกียร์

จากภาพ เราจะเห็นร่องทั้ง 3 ร่องนะครับ ระหว่างเบอร์ 1 กับเบอร์ 2 นะครับ เราจะวัดระดับน้ำมันเกียร์เวลาเครื่องยนต์ร้อนนะครับ ส่วนระหว่างเบอร์ 2 และเบอร์ 3 นั้นใช้วัดขณะที่เครื่องยนต์เย็น จากระดับที่วัดไม่ควรต่ำกว่าขีดล่างของแต่ละช่วงนะครับ

            ข้อแนะนำ ทุกครั้งที่เราจะวัดระดับน้ำมันเกียร์ ต้องติดเครื่องยนต์ทุกครั้งนะครับเราถึงจะสามารถวัดระดับน้ำมันเกียร์ได้

หมายเลข 6 กระปุกน้ำฉีดล้างกระจกบังลมหน้า

            กระปุกน้ำฉีดล้างกระจกบังลมหน้าหรือเราเรียกกันง่ายๆว่า กระปุกน้ำปัดน้ำฝน นะครับ ตัวนี้สามารถเติมน้ำเปล่าได้เลยหรือน้ำยาล้างกระจกบังลมหน้าก็ยิ่งดีครับ ซึ่งสามารถเติมได้จนเต็มกระปุกได้เลยนะครับ ควรตรวจเช็คปริมาณบ่อยๆนะครับ เพื่อความสะอาด ช่วยให้ขับขี่ปลอดภัยครับ

                  ข้อแนะนำ หากท่านใช้น้ำยาล้างกระจกบังลมหน้า จะช่วยให้ยางที่ปัดน้ำฝนของท่านมีอายุการใช้งานนานขึ้น และยังช่วยให้ตัวฉีดน้ำกระจกบังลมหน้า ไม่ตันง่ายอีกด้วย

หมายเลข 7 แบตเตอร์รี่

            น้ำแบตเตอร์รี่ในรุ่นที่ใช้แบตน้ำนะครับ ควรใช้น้ำกลั่นและตรวจเช็คทุกๆ 2สัปดาห์ ในการเติมต้องเปิดฝาทั้งหมดของแบตเตอร์รี่ และเติมน้ำลงไปในปริมาณที่กำหนด ซึ่งมาสามารถดูได้บริเวณข้างตัวแบตเตอร์รี่ได้เลยครับ

Description: IMG_0678.JPG

ภาพแสดงที่วัดปริมาณของน้ำกลั่นในแบตเตอร์รี่

            ข้อแนะนำ คุณผู้หญิงอาจรู้สึกว่าการใช้แบตแห้งสะดวกสบายกว่า เพราะไม่ต้องคอยเช็คปริมาณน้ำกลั่น แต่ข้อเสียก็คืออายุการใช้งานจะไม่ยืนยาวเท่าแบตเตอร์รี่แบบน้ำ

                  สุดท้ายและท้ายที่สุด แถมให้อีก 1 เรื่องนะครับ สำหรับท่านที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนล้อ ยังใช้ล้อเดิมจากโรงงาน ท่านอาจมีคำถามว่าควรเติมลมยางเท่าไหร่ดี วันนี้ผมก็มีคำตอบมาให้ครับ

Description: IMG_0677.JPG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากภาพเลยนะครับ ถ้าหากท่านมีผู้โดยสาร 1-5 คน (A)ลมยางที่โรงงานแนะนำเลยคือหน้า 29 PSI หลัง 29 PSI เช่นกัน ส่วน บรรทุกสูงสุดหรือลากพ่วง (B) หน้าเติมลมที่แรงดัน 29 PSI หลัง 35PSI อย่าลืมนะครับในภาพประกอบเป็นรุ่น  Mitsubishi Pajero Sport V6 3.0 GT  หากท่านขับรถยนต์รุ่นอื่น โดยเฉพาะรถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่น สามารถเช็คขนาดแรงดันลมยางที่เหมาะสมกับรถยนต์ของท่านเองได้ที่ เสาB ฝั่งคนขับนะครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ วันนี้ทางทีมงานก็หวังว่าข้อมูลที่ได้มาแบ่งปันคงจะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านนะครับ คราวหน้าทางทีมงานจะหาสาระดีๆมาฝากกันอีกอย่างแน่นอน อยากติดตามสาระดีๆแบบนี้ ต้อง www.scanmitsu.com ที่นี่ที่เดียวเลยนะครับ

ค้นคว้า: เขียน: เรียบเรียง: ตี๋ขับสี่

ถ่ายภาพ  : หรั่ง M/T