สแกน มิตซู 203 เครื่องมือและวิธีการพ่นสีรถยนต์

กลับมาตามสัญญาครับ วันนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักเครื่องมือพ่นสี ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานด้านนี้โดยเฉพาะ และถือว่าเป็นพื้นฐานที่ศูนย์บริการงานซ่อมสีรถทุกแห่งพึงมี ซึ่งเครื่องมือแต่ละตัวที่แอดมินเอามานำเสนอ ถูกใช้ในกระบวนการตั้งแต่ การเตรียมผิวงาน การโป๊สี การพ่นสีทับหน้าที่ และอบสีที่เป็นกระบวนการท้ายสุด

 

อุปกรณ์พ่นสีรถยนต์

 

1.     ไม้กวนสี

อุปกรณ์แรกที่แอดมินจะพูดถึง คือ ไม้กวนสี ใช้สำหรับกวนส่วนผสมของสีให้คลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกัน  แน่นอนครับว่าวัสดุที่ใช้ทำไม้กวนสี ก็คือไม้ นั่นแหละ แต่ปัจจุบันมีเป็นโลหะด้วยนะครับ ซึ่งไม้กวนสีบางประเภทจะมีสเกลบอกระดับของสี เพื่อวัดปริมาณส่วนผสมระหว่างน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์และทินเนอร์

 

2.     แผ่นผสมสีโป๊

ทำจากเหล็ก ไม้ พลาสติก หรือกระดาษ ใช้สำหรับรองสีโป๊และน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ เพื่อผสมให้เข้ากัน

 

3.     มีดโป๊สี

เรียกอีกอย่างว่า เกรียงโป๊สี ทำจากเหล็ก พลาสติก หรือยางจะถูกออกแบบให้มีลักษณะบาง ใช้สำหรับผสมสีโป๊ที่อยู่บนแผ่นผสมสีโป๊ เพื่อปาดสีโป๊สีลงบนชิ้นงาน

 

4.     แผ่นรองขัด

ทำจากไม้หรือไม่ก็ยาง มีลักษณะรูปร่างตามชิ้นงาน ใช้ติดกระดาษทราย เพื่อสะดวกในการขัดสีโป๊ให้เรียบ

 

5.     เครื่องขัดซิงเกิลแอ็กชั่น

เครื่องขัดซิงเกิลแอ็กชั่นหรือเรียกอีกอย่างว่า “เครื่องขัดแบบจานหมุน” ทำงานโดยพลังงานไฟฟ้าหรือลม ใช้สำหรับขัดสีโป๊ และขัดขอบชิ้นงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับแป้นรอง หากแป้นแข็งใช้สำหรับการขึ้นรูป แต่ะถ้าแป้นอ่อนใช้สำหรับการขัดสีรองพื้น

 

6.     เครื่องขัดดับเบิลแอ็กชั่น

เครื่องขัดที่มีแป้นรองขัดเป็นแบบสั่น หมุนวนเป็นวงกลมต่อเนื่อง ใช้ขัดแต่งผิวสีโป๊ เพื่อเตรียมผิวหน้าก่อนพ่นสีทับหน้า

 

7.     ปืนเป่าลม

ใช้เพื่อเป่ากำจัดฝุ่นละอองที่ติดอยู่บริเวณผิวงานก่อนทำการพ่นสี โดยปล่อยกำลังลมดันสูง

 

8.     ปืนพ่นสี

ใช้กำลังดันลมเพื่อพ่นสีเป็นฝอยละอองปกคลุมผิวหน้างาน ปืนพ่นสีรถยนต์มี 3 แบบ คือ

  -  ปืนพ่นสีแบบไหลลง คือ ปืนที่มีถ้วยบรรจุสีขนาดเล็กติดตั้งอยู่ด้านบนของตัวปืนพ่นสี มีปริมาณการไฟลของสีที่สม่ำเสมอ แต่ไม่เหมาะกับงานพ่นสีจ่อเนื่องบนพื่นงานขนาดกว้าง

  -  ปืนพ่นสีแบบดูดขึ้น คือ ปืนที่มีถ้วยบรรจุสีขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ด้านล่างของตัวปืนพ่นสี เหมาะกับงานพ่นสีบนชิ้นงานที่มีพื้นที่กว้าง

  -  ปืนพ่นสีแบบอัด คือ ปืนที่มีถ้วยบรรจุสีขนาดใหญ่อยู่แยกกันกับตัวปืนพ่นสี ใช้ดีกับสีที่มีความหนืดสูง และใช้ได้คุ้มกับงานที่มีขนาดใหญ่

 

9.     กระดาษติดพ่นสี

มีลักษณะเป็นม้วนอยู่ในเครื่องติดกระดาษ พร้อมกับม้วนกาว ซึ่งเมื่อดึงกระดาษออกจากม้วน กาวจะติดกระดาษออกมาด้วยโดยอัตโนมัติ กระดาษติดพ่นสี ใช้เพื่อติดคลุมพื้นที่ที่ไม่ต้องการพ่นสี เพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองของสีพ่นเกาะหรือเปื้อน

 

10.   ปืนยิงซีลเลอร์ 

มีลักษณะเป็นกระบอก ใช้สำหรับยิงซีลเลอร์ โดยมีทั้งแบบกลไกและแบบใช้ลมในการยิง

 

11.   ถ้วยผสมสี

มีลักษณะเป็นถ้วยตวง ทำด้วยโลหะและพลาสติกโพลีโพรพิลีน โดยมีเส้นบอกปริมาณอยู่รอบแก้ว

 

12.   กรวยกรองสี

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับกรองสิ่งสกปรกที่ปะปนมากับสี มีรูตาข่ายแบบให้เลือกตรงกับชนิดของสี เช่นเบอร์ 80-100 ใช้กรองสีพื้น และสีเมทัลลิก เบอร์ 150-180 ใช้กรองสีโซลิด และเบอร์ 180-200 ใช้กรองสีเคลียร์

 

13.  ขาตั้งแขวนพ่นสี

ใช้แขวนชิ้นงานสำหรับพ่นสี โดยเฉพาะชิ้นงานพวกฝากระโรงหน้า บังโคลนหน้า ประตู และชิ้นงานอื่นๆ ที่สามารถถอดแยกออกจากกันได้

 

14.   เครื่องวัดความหนืด

ใช้วัดความข้นใสของสี เพื่อให้ผสมกับทินเนอร์ได้ตามค่ามาตรฐานการพ่นสี

 

15.  เครื่องชั่งน้ำหนักสี

เป็นเครื่องมือใช้สำหรับชั่งน้ำหนักสีและทินเนอร์ เพื่อให้ได้อัตราส่วนที่เหมาะสมในการใช้งาน

 

16.  ฝากวนสี

อุปกรณ์ที่ใช้ในขั้นตอนการผสนมสี เพื่อให้ง่ายต่อการผสมระหว่างสี สารละลายและเรซิน ให้คลุกเคล้ากันดีก่อนนำไปใช้งาน ฝากวนสีมีลักษณะเป็นมือหมุน หรือใช้ร่วมกันกับด้ามต่อเพื่อใช้มอเตอร์เป้นตัวหมุนได้

 

17.   สูตรผสมสี

สูตรผสมสีเป็นคู่มือที่จัดทำขึ้นโดยบริษัทผู้ผลิตสี ซึ่งแต่ละบริษัทไม่เหมือนกันครับ ทั้งในเรื่องของการกำหนดอัตราส่วนของแม่สีที่ใช้ผสมกับเบอร์สีที่สูตรผสมสีต้องใช้ย่อมแตกต่างกันไป

 

18.   แผ่นพ่นเทียบสี

ทำจากเหล็ก หรือไม่ก็ทำจากกระดาษ ใช้สำหรับพ่นสีที่ผสมแล้ว เพื่อเปรียบเทียบกับสีที่ต้องการพ่น

 

19.  ตู้อบสี

เป็นตู้อบที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ใช้สำหรับอบสีของแผ่นเทียบสีที่จะใช้พ่น เพื่อเปรียบเทียบสีจริง

 

20.   ไฟส่องเทียบสี

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเทียบสี โดยจะให้แสงสว่างที่ใกล้เคียงกับแสงแดด ใช้โดยการส่องสีที่แผ่นเทียบสี ที่ผสมไว้ก่อนพ่นจริง

 

21.   ปั๊มลม

เป็นอุปกรณ์สำคัญสุดในงานซ่อมสีรถยนต์ โดยทำหน้าที่อัดอากาศที่บรรจุไว้ เพื่อใช้กับอุปกรณ์อื่น ที่ใช้ลม เช่นปืนพ่นสี โดยปั๊มลมมี 2 แบบ คือ

  -  ปั๊มลมแบบสูบเดียว คือ ให้ความดันลมที่บรรจุลงในถังเก็บ ที่มีกำลังดันลมสูงเพียง 100 ปอนด์/ตารางเซนติเมตร

  -  ปั๊มลมสองลูกสูบ คือ ลูกสูบคู่ ให้กำลังดันลมสูงกว่า 100 ปอนด์/ตารางเซนติเมตร จึงทำให้การพ่นต่อเนื่อง แต่จำเป็นต้องติดตั้งอินเตอร์คลูเลอร์เพื่อลดอุณหภูมิของอากาศที่บรรจุลงในถังเก็บ

 

22.   ท่อลม

ทำหน้าที่ดันลมจากปั๊มลม โดยวัสดุทำจากโลหะกันสนิม ซึ่งท่อลมที่นำมาใช้ต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่โตเพียงพอ เพื่อลดปัญหากำลังดันลมต่ำขณะพ่นสี และให้เอียงไปทางด้านก๊อกระบายน้ำทิ้ง

 

23.  อุปกรณ์ปรับกำลังดันลม

ใช้ปรับกำลังดันลมและกรอง เพื่อให้ลมที่นำมาใช้ในการพ่นสีไม่มีความชื้น และปรับกำลังดันลมที่ใช้ในขณะพ่นสีให้ได้กำลังดันที่เหมาะสม

 

24.   ห้องพ่นสี

จากที่กล่าวไปในบทความแรก ห้องพ่นสีถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะกระบวนการพ่นสีจำเป็นต้องกรองสี และใช้พื้นที่ที่ระบายอากาศเสียที่เกิดจากการพ่นโดยเฉพาะ ซึ่งห้องพ่นสีถือว่าตอบโจทย์ทุกข้อที่กล่าวมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด อีกทั้งห้องพ่นสียังช่วยลดมลภาวะอากาศเป็นพิษ และช่วยให้ผิวหน้าของชิ้นงานที่พ่นสะอาดอีกด้วย

เอาละครับเมื่อทราบถึงรายละเอียดของเครื่องมือต่างๆ กันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าแต่ละอย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น จะถูกนำมาใช้ในขั้นตอนใดบ้าง

 

ขั้นตอนการพ่นสีรถยนต์

 

1.     เช็คสภาพชิ้นงานที่เสียหาย

เริ่มแรกให้เช็คสภาพชิ้นงานที่เสียหายก่อนเลยครับ โดยการมอง หรือถ้ายังไม่ชัดเจนให้ใช้มือลูบสัมผัส ก่อนกำหนดขอบเขตพื้นที่ความเสียหายด้วยการวัดระยะโดยใช้เครื่องมือวัด เช่น ใช้บรรทัดเหล็กวัด

 

2.     ซ่อมรอยนูนที่เกิดบนผิวงาน

เมื่อพบว่าบริเวณผิวงานเกิดความเสียหายเป็นรอยนูน ให้ใช้ค้อนหัวแหลมเคาะรอยนูนของเหล็กให้ยุบตัวลงต่ำกว่าผิวงานเดิมเล้กน้อย

 

3.     ลอกสีบริเวณผิวงานที่เสียหาย

เมื่อกำหนดขอบเขตผิวงานที่เสียหายเรียบร้อยแล้ว จำเป็นต้องลอกสี เพื่อป้องกันการลอกสีที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในภายหลัง การลอกสีทำโดยใช้เครื่องขัดซิงเกิลแอ็กชั่นร่วมกับกระดาษทราย

 

4.     ขัดและลบขอบผิวสีเดิมบริเวณที่เสียหาย

หลังจากการลอกสีแล้ว คือ การขัดลบขอบผิวสีเดิมให้เกิดการลาดเอียง กว้าง เรียบ โดยใช้เครื่องขัดดับเบิ้ลแอ็กชั่น

 

5.     ทำความสะอาดผิวงานที่เสียหาย

5.1  กำจัดฝุ่นละออง : โดยใช้กำลังดันลมจากปืนลม เป่าเอาฝุ่นละออง และเศษผงสีออกจากผิวงาน

5.2  กำจัดคราบไขมัน : ใช้ผ้าสะอาด หรือกระดาษชำระขนาดหนาชุบน้ำยาขจัดไขมัน (Degrease) และเช็ดให้ทั่ว จากนั้นให้นำผ้าสะอาดหรือกระดาษชำระเช็ดซ้ำอีกครั้ง

5.3  พ่นสีรองพื้น : พ่นบริเวณพื้นที่หลัก เพื่อป้องกันสนิม และช่วยในการยึดเกาะของสีโป๊ ทั้งนี้หากเป็นชิ้นงานที่แยกส่วนประกอบออกจากตัวรถได้ ให้ใช้ขาตั้งแขวนพ่นสีเพื่อสะดวกในการพ่นสี

 

6.     โป๊สี

เมื่อพ่นสีรองพื้นเสร็จเรียบร้อย คราวนี้ถึงเวลาที่เราจะมาลงสีโป๊เพื่อเติมเต็มให้ผิวงานเรียบ ไม่มีร่องโหว่ โดยมีขั้นตอนการทำสีโป๊ดังนี้

6.1  เตรียมสีโป๊ และน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ ให้ได้ปริมาณที่พอเหมาะกับชิ้นงานที่เสียหาย

6.2  ใช้ไม้กวนสี ทำการกวนสีโป๊ในกระป๋อง เพื่อให้สีโป๊คลุกเคล้ากันกับเรซิน

6.3  ตักสีโป๊ และ น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ลงบนแผ่นกระดานรองผสมสี

6.4 ใช้มีดโป๊สี กวน-วนสีโป๊กับน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ให้เป็นเนื้อเดียวกัน

เมื่อผสมสีโป๊เรียบร้อยแล้วคราวนี้ถึงขั้นตอนการลงสีโป๊กับผิวงานที่เสียหาย โดยทำการโป๊สี 3 ครั้ง

โป๊สีครั้งที่ 1 : ช่างซ่อมถือมีดโป๊สีในตำแหน่งเกือบตั้งฉากกับผิวงานและปาดสีโป๊ลงไปบนชิ้นงานบางๆ เพื่อเติมในรอยขรุขระเล็กๆ และเพื่อยึดเกาะของชั้นสี

โป๊สีครั้งที่ 2 : ทำการโป๊สีให้ได้ปริมาณที่หนาขึ้น และให้มีบริเวณที่กว้างขึ้น แต่ปาดขอบให้บางที่สุด

โป๊สีครั้งที่ 3 : เป็นขั้นตอนที่ต้องโป๊สีแต่งผิวให้ได้ใกล้เคียงกับผิวปกติมากที่สุด

 

7.     อบสีโป๊

การอบสีโป๊ต้องใช้ความร้อน ในระยะเวลาที่เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ผิวของสีโป๊ะแตกออกจากกัน จากการที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง หรือต่ำลง โดยใช้ตู้อบสี

 

8.     ขัดสีโป๊

ใช้ผ้าชุบน้ำยาทำความสะอาดคราบไขมันเช็ดบริเวณพื้นที่งานที่จะขัด แล้วจึงขัดผิวงานด้วยกระดาษทราย

 

9.     พ่นสีพื้น

การพ่นสีพื้นในผิวงาน เป็นขั้นตอนหลังจากเสร็จขั้นตอนการโป๊สีและขัดสีโป๊เรียบร้อยแล้ว โดยการพ่นสีพื้นมีขั้นตอนการเตรียมงานดังต่อไปนี้

9.1       ลบรอยของกระดาษทราย

วิธีลบรอยของกระดาษทราย ก็ใช้กระดาษทรายนี่แหละครับขัดอีกทีนึง แต่ใช้ความหยาบของกระดาษที่เบอร์ 320 ติดกับเครื่องขัดแบบดับเบิ้ลแอ็กชั่น แต่ถ้าไม่สามารถใช้เครื่องขัดร่วมด้วยได้ ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ 600 ขัดร่วมกับยางรอง และขัดด้วยมือเลยครับ ลุยโลด!

 

9.2       ติดกระดาษบริเวณที่ไม่ต้องการพ่นสี

ใช้กระดาษติดพ่นสี ติดเว้นช่องว่างระหว่างขอบแผงชิ้นงานที่จะพ่น ซึ่งต้องพ่นกลบด้วยสีพื้นอีกครั้ง

 

9.3       ผสมสีพื้น

ใช้สีพื้น ผสมกับ น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ โดยใช้เครื่องชั่งสีเพื่อให้ได้อัตราส่วนที่กำนหด และใช้ไม้กวนสีทำการกวนสีพื้น น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์และทินเนอร์ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน และเทลงกรวยปืนพ่นสีโดยผ่านที่กรองสี

 

หลังจากผสมสีพื้นเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ลงมือพ่นสีพื้นได้เลยครับ โดยการพ่นสีพื้นครั้งแรกให้พ่นบางๆ คลุมบริเวณสีโป๊และสีเก่า เมื่อพ่นเสร็จให้เว้นระยะพักไว้เพื่อให้ตัวทำละลายในสีแห้งตัว และพ่นซ้าครั้งที่ 2 และ 3 เพื่อให้มั่นใจว่ารอยขัดกระดาษทรายจะไม่ปรากฎให้เห็นขึ้นอีก

 

10.  พ่นสีทับหน้า

เป็นขั้นตอนการลงสีจริง โดยเมื่อผสมสีเรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมต่อไปคือ ไฟส่งเทียบสีที่มีความสว่างใกล้เคียงกับแสงแดดมากที่สุด เพื่อการพ่นสีทับหน้าที่มีประสิทธิภาพ โดยการพ่นสีทับหน้า สามารถเลือกปืนพ่นสีให้เหมาะกับลักษณะของชิ้นงาน  และถ้าเป็นชิ้นงานที่แยกส่วนประกอบออกจากตัวรถได้ ให้ใช้ขาตั้งแขวนพ่นสีเพื่อสะดวกในการพ่นสี

 

สำหรับการพ่นสีทับหน้า ให้พ่นสีครั้งแรกกลบชิ้นงาน 50-70% และพ่นครั้งที่สองให้กลบชิ้นงานได้เนี๊ยบที่สุด 100% หลังจากนั้นให้ตรวจสอบเฉดสีอีกครั้งว่าตรงกับสีเดิมหรือไม่ ก่อนนำชิ้นงานเข้าห้องอบสี

 

11.  อบสี

เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยการนำชิ้นงานที่ได้รับการพ่นสีทับหน้าเรียบร้อยแล้วเข้าห้องอบสี เป็นเวลา 30 นาที หรือ 10 นาที สำหรับอบอินฟาเรด และรอให้ชิ้นงานเย็นตัวก่อนนำออกจากห้องพ่น และจึงขัดแต่งด้วยน้ำยาขัดเงาก่อนประกอบชิ้นงานและนำส่งลูกค้า

 

การพ่นสีก็มีรายละเอียดคร่าวๆ ดังที่แอดมินอธิบายไปครับ และแน่นอนว่าในแต่ละขั้นตอนต่างก็มีเทคนิคยิบย่อยอีกมากขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ของช่าง แต่ทั้งนี้สิ่งที่ช่างทุกคนต้องมีในการพ่นสีรถยนต์นั่นก็คือ ความพิถีพิถัน และใส่ใจในชิ้นงานที่ตนรับผิดชอบตั้งแต่จับชิ้นงานครั้งแรกจวบจนส่งมอบชิ้นงานที่ได้รับการซ่อมสีคืนสู่ลูกค้า