สแกนมิตซู 202 - ประเภทและคุณภาพสีที่ใช้ในงานซ่อมสีรถยนต์

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แอดมินได้พาไปรู้จักหน้าค่าตาของห้องพ่น-อบสีรถยนต์กันไปแล้ว คราวนี้มาลุยกันต่อกับ “สีซ่อมรถยนต์” กันบ้างดีกว่า ว่าไอ้สีซ่อมรถเนี่ย มันมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

อย่างที่ทราบกันดีว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณภาพของสีรถยนต์ถูกพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการคิดค้นวัสดุต่างๆ รวมทั้งรูปแบบการใช้งานรถยนต์ โดยเฉพาะสมัยนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ต่างสรรหาเฉดสีใหม่เรื่อยๆ เพื่อดึงดูดและเจาะกลุ่มลูกค้าได้ทันทีที่ออกสื่อโฆษณา แน่นอนว่าผู้ที่ตัดสินใจซื้อรถส่วนใหญ่ จะให้ความสนใจเรื่องสีรถยนต์เป็นอันดับต้นๆ รองลงมาจากเรื่องเทคโนโลยี สมรรถนะ และรูปทรง

 

แต่ที่เจ๋งไปกว่าสีรถยนต์ นั่นก็คือคุณภาพสีซ่อมรถยนต์...เอ๊ะ! บางคนอาจคิดว่ามันเจ๋งยังไง? หรือแอบเถียงแอดมินในใจว่า เฮ้ย!! มันก็สีเหมือนๆกันนั่นแหละ แค่เอามาทาๆ พ่นๆ สีรถก็สวยเหมือนเดิมแล้ว แต่ผิดครับ! เพราะถ้าไม่นับรวมหลักการผสมสีที่ถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานที่ช่างซ่อมสีพึงมีแล้วล่ะก็ การซ่อมสีรถยนต์แตกต่างกับการพ่นสี-ชุบสีจากโรงงานประกอบรถยนต์โดยสิ้นเชิงนะเออ ต่างกันตรงที่การซ่อมสีรถ ไม่สามารถนำชิ้นงานที่เสียหายมาพ่นสีได้เลย จำเป็นต้องปรับแต่งสภาพหน้าผิวชิ้นงานที่เสียหายก่อน นั่นก็คือ การขัดหรือลอกสีเพื่อกำจัดสีเดิมให้หลุดออกไปจากบริเวณที่มีปัญหาและต้องการพ่นสีใหม่ เช่น สีเก่าเกิดรอยร้าวแตกย่น รอยชนและรอยสนิมกัดผุ เป็นต้น หรือชิ้นงานที่เสียหายมากๆ เช่นโครงชิ้นงานเบี้ยวจากการกระแทกจนเกิดรอยบุบ ก็ต้องซ่อมแซมก่อนขัดผิวชิ้นงาน

ไม่หมดเพียงเท่านี้นะครับ หลังจากปรับแต่งผิวชิ้นงานแล้ว ก่อนพ่นสีจริง จำเป็นต้องพ่นสีเพื่อถมร่องชิ้นงาน เพื่อป้องกันการเกิดสนิม และเพื่อศักยภาพในการยึดเกาะของสีจริงกับชิ้นงานแน่นขึ้น

 

สรุปเลยนะครับว่า สีซ่อมรถยนต์ มีสารประกอบที่ให้คุณสมบัติแตกต่างกัน และให้ผลลัพธ์ต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะกับลักษณะความเสียหายของชิ้นงาน ดังนั้นสีที่ใช้ซ่อมรถยนต์ทั้งหมด มี 2 ชนิด คือ สีที่ใช้ในการเตรียมผิว และ สีทับหน้า

 

1.  สีที่ใช้ในการเตรียมผิว

เป็นสีที่ใช้ในการเตรียมผิวงานก่อนการทำพ่นสีทับหน้า หรือสีจริง ประกอบด้วย สีรองพื้น สีโป๊ และสีพื้น

 

1.1 สีรองพื้น (Print Surfacer) : มีคุณสมบัติกันสนิม และเพิ่มการยึดเกาะระหว่างพื้นที่ที่เป็นเหล็กกับผิวทับหน้า แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่

-  สีรองพื้นชนิดวอชไพรเมอร์ : ใช้สำหรับพ่นลงบนบริเวณพื้นล่าง (ผิวเหล็ก) โดยตรง มีประสิทธิภาพในการป้องกันสนิมดีเยี่ยม

 

-  สีรองพื้นชนิดแลคเกอร์ไพรเมอร์ : เป็นสีรองพื้นชนิดแห้งเร็ว ป้องกันสนิม แต่ยึดเกาะไม่ดี เมื่อเทียบกับวอชไพรเมอร์ และอีพ็อกซี

 

-  สีรองพื้นชนิดยูรีเทนไพรเมอร์ : เป็นสีที่ต้องใช้ร่วมกับโพลีโอโซไซยาเนต หรือ ฮาร์ดเดนเนอร์ ที่เป็นสารเร่งทำให้สีแข็งตัว เพื่อการป้องกันสนิมและยึดเกาะที่มีประสิทธิภาพขึ้น

 

-  สีรองพื้นชนิดอีพ็อกซีไพรเมอร์ : ใช้ร่วมกับน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ใช้ได้กับอีพ็อกซีเรซินเท่านั้น สำหรับสีรองพื้นชนิดนี้มีคุณสมบัติ ป้องกันสนิมและยึดเกาะที่ดีกว่าสีรองพื้นที่กล่าวมาข้างต้น และนิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ที่ใช้ระบบ EDP หรือที่เรียกว่าระบบชุบสีด้วยไฟฟ้า

 

1.2  สีโป๊ (Putty) : คือสีโป๊พลาสติก มีลักษณะเป็นของเหลว ใช้สำหรับเติมลงในพื้นที่ที่เป็นรอยยุบของชิ้นงาน เพื่อผลลัพธ์ในการแต่งผิวชิ้นงานให้เรียบ โดยใช้กระดาษทรายขัดร่วมด้วย สีโป๊ที่ใช้ในงานซ่อมรถยนต์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

 

-  สีโป๊โพลีเอสเตอร์ : ใช้สำหรับโป๊ลงบนผิวหน้าของผิวเหล็กโดยตรง มีสารประกอบ 2 ชนิดคือ สารอันเซตเทอร์เรดโพลีเอสเตอร์ และ สารยูรีเทนรีซิน จึงเรียกสีโป๊ชนิดนี้ว่า สีโป๊ 2K จำเป็นต้องใช้ร่วมกันกับน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ผลิตจากสารออกานิตเปอร์ออกไซต์ จะสามารถโป๊ขึ้นรูปหนาได้

 

-  สีโป๊อีพ็อกซี : ใช้สำหรับซ่อมชิ้นงานประเภทพลาสติก เพราะมีคุณสมบัติในการแห้งตัว ขึ้นรูป และการขัดต่ำกว่าสีโป๊ชนิดโพลีเอสเตอร์

 

-  สีโป๊แลคเกอร์ : ใช้สำหรับโป๊เติมรอยรูเข็ม หรือรอยยุบเล็กน้อยบนผิวสีพื้น  เรียกสีโป๊ชนิดนี้อีกอย่างว่า สีโป๊แห้งเร็ว หรือสีโป๊แดง

 

1.3  สีพื้น (Surface) : คือสีชั้นที่สอง ใช้สำหรับพ่นรองสีพื้นหรือสีโป๊ มีคุณสมบัติ ป้องกันการซึมของสีทับหน้า อุดรอยขัดกระดาษทราย และเพิ่มความแข็งแรงให้กับสีรองพื้นและสีทับหน้า แบ่งได้ 3 ชนิด ตามคุณสมบัติการแห้งของสี ได้แก่

 

-  สีพื้นชนิดแลคเกอร์ : เป็นสีพื้นแห้งเร็ว แต่ยึดเกาะต่ำกว่าสีพื้นชนิดอื่น

 

-  สีพื้นยูรีเทน : แห้งตัวช้ามาก จำเป็นต้องใช้ความร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส ช่วยในการทำให้สีแห้งตัวเร็วขึ้น

 

-  สีพื้นเทอร์โมเซตติงอะมิโนอัลไคค์ : ใช้พ่นรองพื้นก่อนพ่นสีจริง ต้องใช้อุณหภูมิในการอบสีที่อุณหภูมิ 90-120 องศาเซลเซียส

 

2.  สีทับหน้า

สีทับหน้า หรือสีพ่นจริง ใช้พ่นเป็นขั้นตอนสุดท้ายภายหลังจากลงสีรองพื้นเรียบร้อยแล้ว เพื่อเพิ่มความทนทานและความสวยงามของรถยนต์ มี 2 ประเภท คือ สี 1K และ สี 2K

 

2.1  สี 1K เป็นสีระบบ 1 องค์ประกอบ คือ ตัวสีล้วนเพียงอย่างเดียว และผสมกับตัวทำละลายเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง จึงไม่ถือว่าตัวทำละลายเป็นสารประกอบ และหลายคนยังเข้าใจผิดว่า สี 1K คือสีแห้งช้า ทั้งๆที่จริงมันมีอยู่หลายชนิดครับ ทั้งแบบแห้งเร็วและแบบแห้งช้า ได้แก่

 

-    สี 1K ซินเทติกอีนาเมล หรือสีน้ำมัน เป็นสี 1K แบบแห้งตัวช้า ซึ่งแห้งตัวโดยการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ (Oxidation)

-    สี 1K ไนโตรเซลลูโลส เป็นสี 1K แบบแห้งตัวเร็ว   ซึ่งแห้งตัวโดยการระเหยตัวของตัวทำละลาย เช่นทินเนอร์ (Physical Drying)

-    สี 1K อะคริลิค เป็นสี 1K แบบแห้งตัวเร็ว ซึ่งแห้งตัวโดยการระเหยตัวของตัวทำละลาย เช่นทินเนอร์ (Physical Drying)

 

2.2  สี 2K เป็นสีระบบ 2 องค์ประกอบ คือตัวสี และ ตัวเร่งปฏิกิริยา Hardener หรือ Activator ซึ่งคือองค์ประกอบที่ 2 โดยก่อนใช้งานต้องนำทั้ง 2 องค์ประกอบมาผสมกันตามอัตราส่วน เพื่อให้เกิดการทำปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สีเกิดการแห้งตัวเร็วขึ้น มีเฉดสีให้เลือกมากมาย มีคุณสมบัติที่เทียบเคียงได้กับสี OEM หรือสีที่ใช้ในโรงงานประกอบรถยนต์

 

ปัจจุบันการพ่นซ่อมสีรถยนต์ในศูนย์บริการซ่อมสีชั้นนำต่างๆ ก็เลือกใช้สี 2K เนื่องจากมีคุณภาพโดยรวมที่ดีกว่าสี 1K มาก เช่น ความทนทานต่อสภาพอากาศ สารเคมี ของรถยนต์ที่ซ่อมสีโดยใช้ระบบสี 2K จะคงสภาพเดิมและมีระยะเวลาคงสภาพเดิมได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี มีความเงางามสูง และให้คุณสมบัติเหมือนสีรถที่ออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ สี2K แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ สี 2K แบบ อีพ๊อคซี  และสี 2K แบบโพลียูริเทน

 

เอาเป็นว่าแอดมินขอแยกประเภทสีทับหน้าตามคุณสมบัติการแห้งตัวของสีดีกว่าครับ เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ โดยแบ่งเป็น สีแห้งเร็ว และสีแห้งช้า

 

สีพ่นทับหน้ารถยนต์แบบแห้งตัวเร็ว

หรือเรียกว่า สีแลคเกอร์ (Lacquer) เป็นสีพ่นรถยนต์ทับหน้าครั้งสุดท้าย เพื่อความสวยงาม ความทนทาน เป็นชนิดสีพ่นแห้งเร็ว ซึ่งแบ่งสีพ่นรถยนต์แห้งเร็วออกได้  2 ชนิด ได้แก่ สีพ่นไนโตเซลลูโลสแลคเกอร์ และ สีพ่นอะคริลิคแลคเกอร์

 

1.  สีพ่นไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ (Nitro cellulose lacquer)

บางครั้งเรียก เซลลูโลสไนเตรท เป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastics) นิยมใช้กันมาก เพราะให้ความงามและความทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้โดยสีไม่อ่อนตัว สามารถทนต่อน้ำมันแกสโซลีน, น้ำมันเครื่อง, จารบี, สบู่, แอลกอฮอล์เจือจาง, กรดอ่อน และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ จึงให้ความแตกต่างกันน้อยแม้อยู่ในสถานะสีเปรียกหรือสีแห้ง แห้งเร็วในเวลา 15-20 นาที โดยการระเหยออกของทินเนอร์ไปจากสี แต่ไม่สามารถสร้างพิมส์หนาๆ ได้ ดังนั้นจึงต้องพ่นสีหลายชั้น อย่างต่ำ 6 ชั้น จึงจะสามารถกลบสีรองพื้นได้

 

2.  สีพ่นอะคริลิคแลคเกอร์ (Acrylic lacquer)

อะคริลิคแลคเกอร์ เป็นสีพ่นรถยนต์แห้งเร็วชนิดหนึ่ง บางครั้งก็เรียก อะครีลิค รีซิน (Acrylic Resin) เป็นของเหลว มีความใส เมื่อแห้งแล้วมีเงาแวววาว ไม่มีไคลสีเกิดขึ้นที่ผิว มีความแข็งแรงพอสมควร เป็นรอยขีดข่วนง่าย ทนแสงอุลตราไวโอเลทได้ดี เป็นฉนวนไฟฟ้าดีมาก ทนสารเคมีได้พอสมควร แต่ก็ไม่ควรให้ถูกน้ำมันเบนซิน, อาซิโทน, คลอโรฟอร์ม, สเปรย์น้ำหอม และพวกกรดอ๊อกซิไดซิงชนิดเข้มข้น อะคริลิคยังทำเป็นสีต่างๆ ได้ ทั้งใส, ฟ้า, และทึบแสง อะครีลิคสามารถละลายได้ในทินเนอร์จะใสโปร่งแสงเท่ากันทุกๆ จุด ดูเด่น สะดุดตา ทนแดดฝนและมีความต้านทานต่อความชื้น จึงเหมาะที่จะใช้เคลือบโลหะ และนิยมมากในการเคลือบ ทองเหลือง, ทองแดง, อลูมิเนียม เมื่อขัดจะขึ้นมัน ไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อสี จึงทำให้สามารถผสมกับผงบรอนซ์ทอง และบรอนซ์เงิน (อลูมิเนียม) ได้ดีกว่าแลคเกอร์ธรรมดา จึงทำให้พ่นซ่อมรถสีตระกูลบรอนซ์ให้กลับมาสวยดังเดิมได้

 

สีพ่นทับหน้ารถยนต์แบบแห้งตัวช้า

หรือเรียกว่า สีอีนาเมล (Enamel) เป็นสีชนิดแห้งช้า มีทั้งชนิดอบด้วยความร้อน และไม่อบ ซึ่งแบ่งออกได้ 3 ชนิด

1.  สีแห้งช้าแอลคิด (Alkyd Enamel)

บางครั้งเรียกแอลคิด รีซิน หรือเรียกสีสังเคราะห์แห้งช้า เมื่อพ่นเสร็จแล้วจะเกิดความเงางามขึ้นเอง โดยไม่ต้องขัด ซึ่งคุณสมบัติทางกายภาพทั่วไปจะมีความทนทานอยู่ช่วงเวลาประมาณ 2-4 ปีเท่านั้น ในขณะพ่นสีแอลคิด บริเวณชิ้นงานควรปราศจากฝุ่นละอองต่างๆ ภายหลังจากพ่นสีแล้ว 24 ชั่วโมง สามารถนำรถออกไปใช้งานได้ แต่สีจะแห้งอย่างแท้จริง หลังจากการพ่น 3 เดือน และสามารถแห้งได้ในเวลา 20 นาที โดยการอบด้วยความร้อน ซึ่งการแห้งของสีแอลคิดเป็นไป 2 สถานะคือ

-  แห้งโดยตัวทำละลายระเหยออกไปจากเนื้อสี

-  แห้งโดยความร้อน และออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยารวมกับสี สีจะแห้งและแข็งอย่างแท้จริง

 

2.  สีแห้งช้าอะคริลิค (Acrylic Enamel)

สีแห้งช้าอะคริลิค เป็นสีพ่นรถยนต์ครั้งสุดท้าย ชนิดแห้งช้า เมื่อพ่นงานเสร็จเรียบร้อย จะเกิดความเงามัน ความทนทานสูง และทนต่อกรด, แอลกอฮอล์, น้ำมัน และละอองสารเคมี ไม่มีไคลสีจับลักษณะเช่นเดียวกับสีอะคริลิค แลคเกอร์ แต่มีจำนวนชั้นที่พ่น น้อยกว่าสีอะคริลิคแลกเกอร์ ซึ่งจะพ่นประมาณ 2-3 ชั้นเท่านั้น มีข้อยุ่งยากเกี่ยวกับการพ่น คือ บริเวณงานจะต้องปราศจากฝุ่นละอองต่างๆ สีจะแข็งตัวอย่างแท้จริงประมาณ 3 เดือน แต่หลังจากพ่นแล้ว 24 ชั่วโมง สามารถใช้งานได้  สีแห้งช้าอะคริลิค สามารถทำให้สีแห้งได้โดยการอบด้วยความร้อน สีจะแห้งในเวลา 20 นาที ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ใช้อบและองค์ประกอบอื่นๆการแห้งของสีแห้งช้าอะคริลิค เป็นไป 2 สถานะคือ

-  แห้งโดยตัวทำละลาย (solvent) หรือ สีรีดิวเซอร์ (Reducer) ระเหยออกไปจากสีที่พ่นลงบนงาน

-  แห้งโดยความร้อนและออกซิเจนในอากาศเข้าทำปฏิกิริยารวมตัวกับสี ทำให้สีแห้งและแข็งตัวอย่างแท้จริง

3.  สีแห้งช้าโปลียูเรเทน (Polyurethane Enamel)

หรือเรียกว่าสียูเรเทน เป็นสีพ่นรถยนต์ครั้งสุดท้าย มีความเงาสูง ซีดจางยาก ทนสารเคมี ทนน้ำมัน เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี ทนการสึกกร่อน เหนียว ทนความร้อน ไม่ติดไฟง่าย นอกจากจะใช้พ่น เคลือบผิวโลหะแล้ว ยังใช้เคลือบไม้, ยาง, ผ้า, คอนกรีต, กระดาษ, หนัง และอื่นๆ ได้อีกด้วย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างล่ะครับ พอจะจับต้นชนปลายถูกไหม นี่เป็นเพียงคุณสมับติของสีเท่านั้นนะครับ ซึ่งในบทต่อไป แอดมินจะมาเผยถึงวิธีการพ่นสี และอุปกรณ์ที่ใช้ในการพ่นสีรถ เพราะถ้าให้อธิบายในบทความนี้คงยาวแน่ๆ แล้วเจอกันใหม่ เร็วๆนี้แน่นอนฮ้าฟฟฟ