สแกนมิตซู 201 – ทำความรู้จักเบื้องต้นกับห้องพ่น-อบสีรถยนต์

สวัสดีครับแฟนเพจสแกนมิตซูฯ ทุกท่าน ช่วงนี้แอดมินอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตั้งแต่โชว์รูมเราเปิดตัวศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง (Mitsubishi Scan-Inter Diamond Body and Paint Center) ก็เล่นเอาต่อมความอยากรู้อยากลองของแอดมินทำงาน ยิ่งเห็นรถของคุณไผ่ – พาทิศ หลังจากประเดิมงานซ่อมสีกับสแกนมิตซู ทำให้แอดมินรีบกลับบ้านไปเอาเจ้าลูกชายปาเจโร่คันโปรด มาจ่อคิวพ่นสีถลอกช่วงประตูข้างเสียใหม่ แบบไม่เกี่ยงงอนว่า ภรรยาที่บ้านจะเอามีดอีโต้เพ่งกระบาลเลือดอาบหัวตอนไหนก็ไม่รู้ ถ้ารู้เอาว่าเงินเดือนไปซ่อมรถ....แหมคุณภรรเมียจ๋า น่าจะเข้าใจกันบ้างว่า ไม่ได้เอาเงินไปเที่ยวอีหนูที่ไหนสักหน่อย และถ้าศูนย์บริการไม่ได้มาตรฐานจริงๆ คุณพลผัวคนนี้ ก็ไม่เสียเวลา เสียเงินใช้บริการหรอกจ้า

 

ระหว่างรอเจ้าลูกชายคันโปรด แอดมินเลยใช้เวลาว่าง หาความรู้เกี่ยวกับคุณภาพงานซ่อมสีและตัวถังไปพลางๆ ค้นคว้าไปก็งงบ้าง สับสนบ้าง ก็...นะ...แอดมินไม่สันทัดเรื่องเทคนิคงานซ่อมสีรถยนต์นี่นา เลยถือโอกาสตอนที่แวะไปเยี่ยมลูกชาย สาระแน แถ เจือกไปคอยตอดถามข้อมูลจากช่าง... แต่ได้ข้อมูลไม่มากนัก เพราะช่างต่างก็งานล้นมือกันทุกคน... เลยตัดสินใจ พยายามค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเอง จากหนังสือบ้าง จากกระทู้ในเว็บไซต์บ้าง และเอามาเรียบเรียงเอาไว้อ่านเอง ตามประสาคนอยากรู้น่ะครับ แต่พออ่านไปอ่านมา เฮ้ย ข้อมูลบ้างอย่างมันก็มีประโยชน์ดีนี่นา เลยคิดว่า “เอาวะ!!! ทำเป็นโปรเจคงานเขียน How to  ต่อเนื่องเลยดีกว่า”

วันนี้แอดมินเลยขอเริ่มที่ ห้องพ่น-อบสีรถยนต์ ก่อนเลยดีกว่า

 

ห้องพ่นสี-อบสีรถยนต์ เทคโนโลยีก้าวไกล ภายในห้องสี่เหลี่ยม

ห้องพ่นสี-อบสีรถยนต์ ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนตอบโจทย์การแก้ไขปัญหางานซ่อมแซมสีรถยนต์ได้อย่างครอบคลุม แถมเชื้อเพลิงในการให้พลังงานความร้อนก็มีให้เลือกใช้มากขึ้น ได้แก่ น้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซฯ ซึ่งเชื้อเพลิงแต่ละประเภทจะแตกต่างกันในด้านการสิ้นเปลืองพลังงาน  และประสิทธิภาพการในการให้ความร้อนดังนี้

น้ำมัน : มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานสูง ต้นทุนต่อหน่วยพลังงานสูงกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น การควบคุมมลพิษจากการใช้งานในระบบสูง แต่ให้ประสิทธิภาพการให้ความร้อนได้ดีและรวดเร็ว

ไฟฟ้า : มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่สูง แต่เป็นพลังงานที่สะดวก หาแหล่งพลังงานได้ง่าย และไม่มีมลพิษ

ก๊าซ :  มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ด้วยต้นทุนต่อหน่วยพลังงานที่ถูกกว่า มลพิษจากการใช้งานในระบบต่ำเชื้อเพลิงชนิดอื่น

 

สำหรับห้องพ่น-อบสีรถยนต์ มี 2 แบบ แบ่งตามการทำงานของระบบ ได้แก่ ห้องพ่นระบบแห้ง (ดูด-อัด) และห้องพ่นระบบเปียก

ห้องพ่น-อบสีระบบแห้ง (ดูด-อัด)

 

ถือว่าได้รับความนิยมสูงในภาคอุตสาหกรรมพ่นสีสำหรับยานยนต์ เพราะง่ายต่อการบำรุงรักษา และไม่ต้องใช้น้ำในการดักละอองสี ช่วยประหยัดต้นทุนการบำบัดน้ำเสียที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย และด้วยประสิทธิภาพในการดักละอองสีที่สูงถึง 80% ตรวจสอบค่าของมลภาวะอากาศแล้วมีค่าน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

 

ห้องพ่น-อบสีระบบแห้ง ทำงานโดยดูดอากาศลงใต้พื้น ผ่าน Filter ชั้นแรก และผ่าน Filter กรองละอองสี ก่อนจะย้อนกลับไปอัดลงเพดานอีกครั้งโดยผ่าน Filter อีกชั้นหนึ่ง โดยความร้อนส่วนเกินที่เหลือ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่องระบายที่เรียกว่า ปล่องปล่อยไอร้อน แม้ว่าระบบแห้งนี้จะมีขั้นตอนที่สิ้นเปลือง Filter ไปบ้าง แต่ Filter จะอุดตันได้ช้ากว่าระบบเปียก จึงถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน

 

 

ห้องพ่น-อบสีระบบเปียก

 

Description: https://encrypted-tbn3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSciw0r-zyq_o2hvVjF6tBVNxF_fRlexCL7vff1YpHu9l92DVgM4Q

 

ห้องพ่น-อบสีระบบเปียก หรือที่เรียกว่า ห้องพ่น-อบสีระบบม่านน้ำ ดูจากหน้าค่าตาเผินๆ แล้ว ทำให้แอดมินนึกถึงสถานบริการห้องเช่ารายชั่วโมงซะอย่างงั้น แหม...เผลอไม่ได้พาออกนอกเรื่องตลอด เอาเป็นว่า ไอ้ห้องพ่นระบบม่านรูด เอ้ย!! ระบบม่านน้ำ ทำงานโดยอาศัยการไหลผ่านของม่านน้ำและละอองน้ำเป็นตัวจับละอองสีที่เหลือจากการพ่น เพื่อช่วยให้ละอองสีฟุ้งกระจาย และลดกลิ่นที่เกิดจากสารระเหยอย่าง “ทินเนอร์” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยห้องพ่นระบบเปรียกนี้เหมาะกับการพ่นชิ้นงานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หรือชิ้นงานที่ต้องการพ่นอย่างต่อเนื่อง

 

หลังจากที่ทราบข้อมูลประเภทของห้องพ่น-อบสีรถยนต์กันไปแล้ว คราวนี้ไปแอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์ภายนอกและภายในห้อง ว่ามีอะไรบ้าง ทำหน้าที่อย่างไร

 

อุปกรณ์ภายนอก

1. ขนาดภายนอก ( กว้าง X ยาว X สูง)

ขนาดภายนอกของห้องพ่น-อบสีรถยนต์โดยทั่วไป ต้องมีขนาดพอเหมาะ พอเจาะกับการที่จะนำรถเข้าไปจอดได้อย่างคล่องตัว ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ประกอบการ ว่ามีขนาดเล็ก-ใหญ่เพียงใด แต่เท่าที่แอดมินได้ทำการสำรวจจากแหล่งข้อมูลวิศวกรรมทางด้านการก่อสร้างห้องพ่น-อบสีรถ หลายที่ พบว่าส่วนใหญ่มีขนาดไม่น้อยกว่า 4000 X 7000 X 3000 mm. เพื่อให้รถยนต์สามารถนำเข้าไปจอดภายในห้องได้ และสะดวกต่อการเข้า-ออกของช่างปฏิบัติการ

2. ประตูห้องพ่น-อบสีรถยนต์

 

 

“ประตูห้องเช่า... มีรองเท้าสองคู่เคียงกัน คู่หนึ่งนั้น เป็นรองเท้าเธอพี่จำได้ดี” แหม นั่งเขียนงานหัวข้อนี้ ทำให้นึกถึงเพลงของพี่สายัญซะงั้น แต่ประตูห้องพ่นสีรถ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ ทุกองค์ประกอบล้วนถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานซ่อมสีรถโดยเฉพาะ ลองเอาไปเป็นประตูห้องเช่าแบบในเพลงดูสิ มีหวังชู้หนีออกนอกห้องได้แน่นอน เพราะประตูห้องพ่น-อบสีรถ มี 2 ประตู 2 ทางเข้า-ออก

1. Main Door: ประตูด้านหน้า ใช้สำหรับเปิดรับรถเข้าห้อง เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนเตรียมปฏิบัติการซ่อมแซมสี บานประตูถูกออกแบบให้พับปรับระยะห่างได้ สำหรับวัสดุที่ใช้ทำบานประตู จำเป็นต้องทำจากวัสดุน้ำหนักเบา กันแรงกระแทก แรงกด ทนต่อความชื้น ความเย็นและความร้อนได้ดีเยี่ยมโดยมียางประตูที่ถูกออกแบบสำหรับใช้กับห้องพ่น-อบสีโดยเฉพาะ มีคุณสมบัติกันรั่วของอากาศได้เป็นอย่างดี

2. Personal Door: ประตูด้านข้าง จำนวน 1 บาน สำหรับการเข้า-ออกของช่างเทคนิคในระหว่างการดำเนินการปฏิบัติงานพ่น-อบสีรถยนต์

 

 

3. แผงมอมิเตอร์

ทำหน้าที่ควบคุมไฟฟ้า ที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกของห้องพ่น-อบสีโดยบนแผงจะมีสวิทช์สั่งการต่างๆ ได้แก่

  • สวิทช์แสดงตำแหน่งพ่นและอบสี
  • สวิทช์เปิด-ปิด พัดลมอัดอากาศเข้า
  • สวิทช์เปิด-ปิด หลอดไฟภายในห้องอบ
  • สวิทช์เปิด-ปิด อุปกรณ์ทำความร้อน
  • สวิทช์ฉุกเฉินเมื่อมีเหตุขัดข้อง

 

4. สวิทช์ฉุกเฉิน

มีลักษณะเป็นปุ่มกด  ทำหน้าที่ระงับการทำงานทั้งระบบ ขณะปฏิบัติงานในห้องพ่น-อบสี โดยกดหยุดในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ยกตัวอย่าง เช่น ในกรณีที่ช่างพ่นสีพบเห็นวัสดุไวไฟภายในห้องอบสีขณะดำเนินงานอยู่ สามารถทำการกดเพื่อหยุดระบบทั้งหมดได้ทันที เพื่อป้องกันความเสียหายจากอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้

 

 

5. จอแสดงอุณหภูมิพ่น และอบสี

มีหน้าที่ในการตั้งเวลาในการอบสี ในเคสทั่วไปจะใช้ระยะเวลาในการทำงานอยู่ที่ 6-8 นาที ต่อ 1 ชิ้นงาน ในอุณหภูมิใช้งานจริง ( 60 องศาเซลเซียส)

 

6. มอเตอร์ชุดอัดอากาศ

เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในงานพ่นสีรถยนต์ เพราะความเร็วสูงของอากาศที่ถูกปล่อยมาจากเครื่องอัดอากาศจะช่วยดัน หรือดึงให้สีออกมา เครื่องอัดอากาศจะทำหน้าที่อัดอากาศจากอากาศที่มีความดันอากาศปกติ ที่ 14.7 ปอนด์/ ตารางนิ้ว โดยการดูดเข้าไปทางท่ออากาศที่ถูกดูดเข้าและถูกอัดแน่นอยู่ในถังซึ่งมีพื้นที่จำกัด อากาศที่ถูกอัดจะมีปริมาตรเล็กลง เมื่ออากาศถูกอัดเข้าไปในถังเพิ่มมากขึ้นความดันในถังก็สูงขึ้นตามปริมาตรของอากาศ เมื่อได้ระดับความดันของอากาศตามต้องการแล้ว สวิทช์ก็จะถูกตัดให้ครื่องอัดอากาศหยุดทำงาน อากาศอัดจะถูกปล่อยเพื่อนำไปใช้ในงานสี โดยจะไหลไปตามท่อ ลักษณะเครื่องอัดอากาศที่ดีต้องมีดังต่อไปนี้

a. ประหยัดแรงงานและมีความทนทานสูง

b. มีความปลอดภัยสูง มีตัวควบคุมความดันภายในถังเพื่อป้องกันการใช้งานเกินกำลัง

c. ใช้งานได้สะดวก เพราะสามารถควบคุมอัตราความเร็วของลมและความดันได้ง่าย

d. เก็บอากาศไว้ใช้งานได้ง่าย โดยเก็บอากาศไว้ในถังเก็บอากาศ

e. ไม่มีมลพิษกับอากาศที่จัดเก็บอากาศที่ใช้แล้ว สามารถปล่อยออกสู่บรรยากาศได้ทันที

7. มอเตอร์ชุดดูดอากาศ

มีหน้าที่ดูดอากาศและละอองสีในระยะเวลาที่รวดเร็วโดยไม่มีการตกค้างและสะสมของสารพิษจากสีที่ใช้ คุณสมบัตินี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นตัววัดมาตรฐานของชุดดูดอากาศ มีผลต่อความปลอดภัย และคุณภาพตำแหน่งเนื้องานที่ต้องการซ่อมแซม

 

8. ชุดทำความร้อน (Burner)

Burner จะจุดติดไฟด้วยการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง มีคุณสมบัติให้ความร้อนที่ต่อเนื่องในพื้นที่ใหญ่ จึงต้องมีการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ได้ความร้อนในระดับที่ต้องการใช้งาน

 

 

9. ชุดแดมเปอร์ปรับอากาศ (Damper)

ระบบควบคุมอากาศอัตโนมัติ  ควบคุมการปล่อยความร้อนจากทางด้านบน เพื่อเก็บรักษาความร้อนภายในที่ยาวนาน

 

10. ชุดแลกเปลี่ยนความร้อน

อุปกรณ์ให้กำเนิดความร้อนผ่านวัสดุที่เป็นแผ่นหนาได้มาตรฐาน และมีฉนวนความร้อน เช่น สแตนเลส แผ่นเหล็กชุบ จำเป็นต้องมีคุณสมบัติในการรักษาอุณภูมิได้ไม่น้อยกว่า 90% และให้ความร้อนสูงสุดในงานอบสีรถยนต์ ไม่เกิน 90 องศาเซลเซียส ระดับความร้อนที่ใช้งานจริงอยู่ที่ 60 องศาเซลเซียสใช้เวลาประมาณ 4-7 นาที เพิ่มความร้อนจาก 20-80 องศาเซลเซียส

 

 

11. ปล่องปล่อยควัน

ปล่องควัน มีหน้าที่ ถ่ายเทไอความร้อนที่เกิดขึ้นภายในห้องอบสี ออกสู้ชั้นบรรยากาศนอก มีลักษณะเป็นท่อใหญ่แนวตั้งยาว จำนวน 3 ท่อน และส่วนหัวเป็นข้องอจำนวน 1 ท่อน

 

อุปกรณ์ภายใน

1. ผนังห้อง

ผนังของห้องพ่น-อบสีรถยนต์ ทำจากวัสดุที่มีคุณสมบัติแข็งแรง สามารถรองรับการกระแทกจากแรงกดได้ดี ป้องกันการรั่วซึมของความร้อน ฝุ่นละออง และทนทานต่อสภาพต่างๆ โดยเฉพาะความชื้น ความเย็น และทนต่อความร้อน ไม่มีกลิ่น ไม่เป็นพิษ

 

2. เพดานห้อง

เพดานภายในห้อง ทำหน้าที่กรองอากาศเข้า-ออก ด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติ ยืดหยุ่น ทนความร้อน และระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

 

3. ขนาดภายในห้อง (กว้าง X ยาว X สูง)

ขนาดภายในของห้องพ่น-อบสีรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน และใช้ได้สำหรับรถยนต์ทั่วไป คือต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 3900 X 6900 X 2700 mm.

 

4. ระบบแสงสว่างด้านบน – ด้านล่าง

ภายในห้องพ่น-อบสี จำเป็นต้องมีหลอดไฟเพื่อให้แสงสว่างในการมองเห็นชิ้นงานได้ชัดเจน

หลอดไฟด้านบน (Ceiling light) อยู่บริเวณมุมบนซ้าย-ขวาของห้อง เพื่อให้แสงสว่างฉายตรงลงมาสู้ชิ้นงานอย่างทั่วถึง

 

 

หลอดไฟด้านล่าง(Side light) อยู่ติดผนังซ้าย-ขวาของห้อง ซึ่งจะให้แสงทางด้านข้างของวัตถุชิ้นงาน เพื่อเพิ่มจุดเด่นและลดเงาจากแสงด้านบนได้เป็นอย่างดี

 

5. ชุดตะแกรง

ฐานด้านล่างของห้อง เป็นตระแกรงเต็มพื้นที่ ใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทาน ไม่เป็นสนิม ที่อาจเกิดจากละอองน้ำ ไอน้ำ และสี